บทที่ 1 1.1 การเติบโตของติณฑ์ กุลปรีดาพงษ์

ติณฑ์ Part

เพิ่งจะปิดเทอมหนึ่งของชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกเมื่อวานเองวันนี้ผมกับเพื่อนก็ต้องพากันมาเรียนกวดวิชาเหมือนอย่างเคย แน่ล่ะมันเป็นอย่างนี้มานานแล้วเพราะเราทุกคนต่างมีเป้าหมายคือสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันให้ได้ แม้จะวางเป้าหมายไว้คนละคณะก็ตาม

“มันมีตั้งหลายวิธีที่จะเข้ามหาลัยโดยไม่ต้องมานั่งหน้าดำคร่ำเครียดกวดวิชาแล้วทำไมมึงไม่ทำเนี่ยติณฑ์”

พลั่ก! “หึหึ หัดทำตามกติกาบ้างสิวะกูไม่ชอบระบบเด็กฝากอย่างนั้นมันง่ายไป อีกอย่างกูจะรอสอบตรงอย่างเดียวมันตื่นเต้นดีครับเพื่อน” จบชั่วโมงสุดท้ายของการเรียนพออาจารย์เดินออกจากห้องปุ๊บไอ้มิวที่นั่งโต๊ะข้างกันก็หันมาบ่นใส่หูผมปั๊บ และก็ได้รับคำตอบเดิม ๆ กับรอยเท้าผมที่ฝากไว้บนกางเกงยีนของมันพร้อมกับยักคิ้วให้ด้วยความตั้งใจจะกวนตีนมันนั่นแหละแต่คนที่เบะปากใส่ผมกลับเป็นส้มโอเฉยเลยว่ะ

“ถามพวกกูรึยังว่าอยากตื่นเต้นกับมึงไหม เกิดพวกกูสอบไม่ผ่านจะทำยังไงหา!”

“เออน่ะกูรู้ว่าพวกเราต้องสอบได้แน่นอน อุตส่าห์เตรียมตัวกันมาตั้งแต่ม.2ขืนทำไม่ได้สิ่งที่ทำไปมันก็สูญเปล่าสิวะ” ส้มโอคงจะแท็กทีมกับไอ้มิวมาเล่นงานผมแน่มันถึงได้แหกปากใส่ผมอย่างคนอารมณ์เสีย ทั้งที่ผมพยายามให้กำลังใจมันแล้วนะแต่มันก็ยังชักสีหน้าไม่พอใจอยู่ดี เห็นแบบนั้นมือไม้เลยเร่งเก็บข้าวของยัดใส่กระเป๋าเป้ดีกว่าขืนไม่ตัดบทมีหวังไอ้ขุนคงผสมโรงไปอีกคนแน่ว่ะ

“ไอ้ติณฑ์มันชอบความตื่นเต้นแบบนู้นไง”

ปึก! “กูกะแล้วอิติณฑ์ว่ามึงมีเป้าหมายถึงขยันมาเรียนพิเศษอย่างนี้น่ะ” พอไอ้ขุนออกปากชี้เป้าสายตาทุกคนก็หันมองไปในจุดเดียวกันนั่นคืออาจารย์กวดวิชาสาวคนหนึ่งที่กำลังเดินผ่านหน้าห้องไป แต่ส้มโอก็ยังไม่ละความพยาบาทจากผมมือขวามันถึงฮุกใส่ท้องผมอย่างไม่ออมแรง พอเห็นว่ามันจะถลามาหยุมหัวผมซ้ำตัวเองเลยต้องรีบควักโทรศัพท์ออกมาโทรหาแม่มินเท่านั้นแหละส้มโอถึงได้เลิกรังควานผมสักที

“วันนี้ติณฑ์กลับค่ำหน่อยนะแม่มิน”

“อ้าวทำไมค่ำล่ะโรงเรียนเลิกแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ติณฑ์จะไปซื้อของกับเพื่อนน่ะครับ” ถึงจะให้ความสนใจอยู่กับการคุยโทรศัพท์แต่หางตาก็ยังเห็นว่าส้มโอเบ้ปากใส่ผม เหมือนที่ไอ้มิวยังคงทอดตามองตามครูคนนั้นไปทางลานจอดรถที่พวกเรากำลังเดินตามเธอไปเช่นกัน ส่วนไอ้ขุนน่ะเหรอแค่มีเสียงหัวเราะเบา ๆ ผมก็รู้แล้วว่ามันรู้ทันผมแต่ก็ช่างหัวมันสิ

“มึงเอาชื่อพวกกูไปอ้างอีกแล้วนะ”

“ใช้คำว่าอีกแล้วได้ไงวะส้มโอ”

“ก็เวลากลับค่ำทีไรมึงชอบใช้ชื่อพวกกูไปอ้างกับแม่มินทุกที วันนี้จะลากใครไปกินอีกล่ะอย่าบอกว่าพี่มายนะนั่นอาจารย์นะมึง” แค่ยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงส้มโอก็ส่งวาจามาถากถางผมอีกแล้วเพื่อนคนนี้กะจะไม่ยอมรามือจากการด่าผมเลยสินะ เมื่อเหนื่อยจะต่อปากต่อคำกับมันพอถึงจุดหมายผมก็รีบแทรกตัวไปนั่งบนรถทันควัน แต่ก็ยังเร็วไม่ทันอีกคนที่มานั่งเชิดหน้าชูตาอยู่เบาะข้าง ๆ ตามเคย

“ขึ้นมาทำไมวะลงไปเลย”

“ไม่ลงกูจะกลับด้วยเมื่อกี้มึงบอกแม่มินว่าจะไปซื้อของไม่ใช่เหรอ” ดูมันครับขนาดไล่แล้วส้มโอก็ยังไม่ยอมลงอยู่ดี ความดื้อด้านของมันสุดที่ใครจะทัดทานไหวไอ้มิวกับไอ้ขุนถึงได้พากันเดินส่ายหัวไปที่รถไอ้ขุนแทน ส่วนผมจะทำอะไรได้นอกจากถอนหายใจแล้วขับรถเร่งออกจากพื้นที่ของโรงเรียนกวดวิชา แต่พอผ่านรั้วกำแพงไปล้อรถก็หยุดนิ่งอยู่กับที่โดยมีรถไอ้ขุนจอดต่อท้ายติด ๆ

“จอดทำไมวะ”

“มึงก็รู้ว่าทำไม ลงไปนั่งข้างหลังเลยถ้าเรื่องมากนักกูจะจับยัดใส่รถไอ้ขุนซะ” อย่าคิดว่ามันจะทำตามคำสั่งผมง่าย ๆ นะเพราะส้มโอยังคงดื้อด้านต่อไปด้วยการนั่งยักไหล่อยู่ที่เดิม ไม่ถึงสิบนาทีผู้หญิงที่เดินตรงมาทางรถผมก็คือคนที่ส้มโอพาดพิงถึง ด้วยความที่ฟิล์มรอบคันเป็นสีดำสนิททำให้เธอไม่รีรอจะเปิดประตูข้างคนขับแต่ต้องชะงักเพราะยังมีส้มโอนั่งรากงอกอยู่เลย

“ส้มโอ ส้มโอครับ ไอ้ส้มโอ!”

“เฮ้อ!! เออ ๆ” พอน้ำเสียงของผมเข้มขึ้นส้มโอถึงได้ถอนหายใจหนัก ๆ แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดไปขึ้นรถไอ้ขุนแทนสงสัยงอนอีกมั้ง

“ไหนบอกเรื่องนี้เป็นความลับไง”

“พี่ก็รู้ว่าถ้าเป็นเรื่องของผมแล้วไอ้สามคนนั้นไม่ยอมปล่อยให้มีความลับหรอก ว่าแต่พี่กลัวโรงเรียนรู้เรื่องไหมล่ะ” คำว่าพี่คือสรรพนามที่ผมใช้เรียกครูในโรงเรียนกวดวิชาที่มานั่งเบาะหน้าแทนส้มโอ โดยมีเธอยักไหล่ให้ในตอนที่ผมขับรถออกจากซอยของโรงเรียนพอดี

“ไม่กลัวนะติวเตอร์กับเด็กนักเรียนเป็นแฟนกันมีเยอะแยะไป เอ๊ะอย่าบอกนะว่าติณฑ์จะไม่ขอพี่เป็นแฟนน่ะ”

“หึหึ” แยกไฟแดงตรงหน้าไม่ได้ทำให้ผมนึกอยากหันไปสบตาตอบคำถามเธอสักนิดนอกจากหัวเราะเบา ๆ และไม่อ้าปากต่อความยาวสาวความยืดอีกจนล้อรถไปหยุดหมุนอยู่ที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง แต่คนข้างกายก็ไม่มีทีท่าจะลงจากรถสักทีเป็นอะไรอีกวะ?

“เพื่อนติณฑ์มาด้วยเหรอ”

“ครับเดี๋ยวกินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันแล้วล่ะ ให้มันไปด้วยเถอะไม่งั้นมาเรียนพรุ่งนี้ส้มโอได้จิกตาแช่งพี่ทั้งชั่วโมงแน่หรือพี่ไม่สะดวกใจ?” อ้อที่เป็นปัญหาคือเพื่อนผมนี่เองและผมก็ไม่พร้อมจะไล่เพื่อนด้วยสิ

“เป็นครั้งแรกที่ติณฑ์จะเปิดตัวพี่นี่นา อีกอย่างพี่อายด้วยพี่อายุตั้งยี่สิบห้าแล้วนะกลัวเพื่อนติณฑ์จะหาว่าหลอกกินเด็กน่ะสิ”

“งั้นก็ทำหูทวนลมบ้างนะเพราะบางทีส้มโออาจจะแขวะแรง ๆ บ้างมันปากจัดจะตาย” ผมรู้หรอกว่าเธอพยายามพูดทางอ้อมเพื่อให้ผมแนะนำกับเพื่อนว่าเธอคือแฟน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมคิดถึงเลยได้แต่บิดเบือนไปเรื่องอื่นแทน

“รู้สึกว่าส้มโอจะหวงติณฑ์จังเลยนะตกลงเป็นแค่เพื่อนกันจริง ๆ เหรอ”

“ส้มโอเป็นคนสุดท้ายบนโลกที่ผมจะเอามันมาเป็นเมียต่อให้โลกนี้มีมนุษย์เหลือ อยู่คนเดียวก็เถอะ แต่ผมกับมันโตมาด้วยกันตั้งแต่ประถมไงอีกอย่างครอบครัวเราสองคนก็สนิทกันมากพอที่มันจะสามารถเป่าหูพ่อแม่ให้เขี่ยผมออกจากบ้านได้ง่าย ๆ ด้วยเพราะงั้นเลิกคิดมากแล้วไปกันเถอะครับ” พอสายตามองผ่านกระจกข้างเห็นเพื่อนทั้งสามกำลังเดินตรงมาที่รถ ผมถึงรีบอธิบายเรื่องส้มโอแล้วเป็นฝ่ายลงจากรถเสียก่อน

แต่ใจยังครุ่นคิดว่าถ้าเรื่องที่ส้มโอหวงผมจะทำให้เธอแปลกใจแสดงว่ารอบตัวเธอคงไม่มีความสัมพันธ์แบบนี้แน่ เพราะสำหรับผมแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิดเดียว แล้วรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นมุมปากเมื่อคิดถึงภาพของลุงโยป้ายิ้มขึ้นมา แน่ล่ะพ่อทูนหัวกับแม่ทูนหัวของผมเขาก็รักและดูแลกันไม่ต่างจากผมกับส้มโอนี่หว่าเพราะงั้นความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเพื่อนก็เป็นเรื่องปกติที่สุดแล้ว

บทถัดไป